วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

สินค้าชุมชนผ้าไหม บ้านท่าสว่าง










จากความตระการตาของการถักทอเส้นไหมออกมาเป็นผืนผ้ากระทั่งกลายเป็นเสื้อผ้าไหมสวยเด่นที่เหล่าผู้นำต่างชาติที่เดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มเอเปกเมื่อปี 2546 สานสายใยมาเป็นผ้าคลุมไหล่ถวายเป็นของขวัญที่ระลึกแด่พระราชอาคันตุกะนานาประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินมาร่วมงานฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีเมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศและชาวต่างชาติได้ประจักษ์ถึงความงดงามของผ้ายกทอชั้นสูงหนึ่งเดียวในประเทศไทยจากฝีมือของชาวบ้านบ้านท่าสว่าง จ.สุรินทร์

โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เริ่มต้นลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มแฟชั่นรากหญ้า โดยเลือกบ้านท่าสว่างเป็นที่แรกของการเก็บข้อมูลครั้งนี้


วิถีชีวิตของชาวบ้านบ้านท่าสว่างนั้นมีความนิยมทอผ้าไหมสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่โบราณและสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากว่างจากการทำนา ก็ถึงเวลาของกี่ทอผ้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาอีกครั้ง


ผ้ายกทอโบราณงานฝีมือชั้นสูงสร้างชื่อให้กับชาวบ้านบ้านท่าสว่างนั้น อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ลูกหลานบ้านท่าสว่าง คิดค้นมาจากการผสามผสานระหว่างความคิดจากการใช้ผ้าลายโบราณ และลายจำหลักที่ปรากฏอยู่ตามปราสาทขอมในท้องถิ่นอีสาน ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของคนสุรินทร์ ออกแบบเป็นลายผ้าไหมใหม่ เรียกว่าผ้ายกทองโบราณ โดยการออกแบบลายแต่ละลายใช้เวลาออกแบบ เขียนแบบ เก็บตะกอนานถึง 2-3 เดือน

ผ้ายกทอลายครองราชย์ 60 ปี



การทอผ้าแต่ละผืนใช้เวลา 1-3 เดือนต่อผ้า 1 ผืน ใช้ช่างทอประจำกี่แต่ละกี่ 4 คนขึ้นไป ทอได้ 4-5 เซนติเมตรต่อวัน ผ้าแต่ละผืนทอจากเส้นไหมที่ย้อมตากสีธรรมชาติยกเป็นลวดลายต่างๆ ตามจินตนาการด้วยดิ้นทองของอินเดีย เหตุที่ต้องนำเข้าเพราะไหมทองไม่มีในบ้านเรา


ขณะนี้กี่ทอผ้าที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทอผ้าไหมยกทองโบราณกำลังทำหน้าที่ในการผลิตผืนผ้าไหมลาย ครองราชย์ 60 ปีต่อเนื่องจากที่ถวายแด่พระราชอาคันตุกะด้วยการเปิดโอกาสให้คนรักผ้าโบราณได้มีโอกาสจับจองเป็นเจ้าของผ้าลายนี้อีก 60 ผืน


นอกจากนั้นยังมีเจมส์ คลาร์ก นักธุรกิจใหญ่หุ้นส่วนบิล เกตส์แห่งไมโครซอฟท์ ซึ่งหลงใหลในความวิจิตรของผ้ายกทอโบราณบ้านท่าสว่าง สั่งทอผ้าไหมลายพิเศษเพื่อนำไปตกแต่งคฤหาสน์หรูที่เมืองไมอามี่ และบริษัทคิงส์ เพาเวอร์ สั่งออกแบบผ้าไหมยกทอลายพิเศษสุวรรณภูมิ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนออกแบบลวดลายที่อ.วีรธรรมได้แรงบันดาลใจภาพสลักสมัยทวารวดี จะมีทั้งสิ้น 3 ลาย 4 สี ได้แก่ คราม เหลืองอ่อนเปลือกทับทิม แดงครั่ง และเขียว เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะวางจำหน่ายที่สาขาต่างๆ

ผลงานชุดผ้าไหมในงานเอเปกปี 2546

ปิยวรรณ ตระกูลเงินไทย


อ.วีรธรรม กล่าวว่า เดิมทีไม่มีใครรู้จักผ้าไหมบ้านท่าสว่างเลย ทั้งที่เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมชั้นดีของจ.สุรินทร์ แต่หลังจากงานเอเปก และงานครองราชย์ 60 ปี ผ้าไหมบ้านท่าสว่างเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเราเข้ามาช่วยแนะนำการสร้างเอกลักษณ์ดั้งเดิมแบบชุมชน อนุรักษ์ให้การทอผ้าแบบดั้งเดิมยังคงอยู่ แต่ก็ปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย


ส่วนเรื่องราคาคนอาจจะมองว่าผ้าไหมยกทอมีราคาสูงมาก แต่สำหรับงานศิลปะแล้วนั้นคนทำเริ่มต้นจากการทำด้วยแรงบันดาลใจ ทำด้วยความสุขด้วยใจที่อยากจะทำ ไม่ได้คิดถึงเรื่องราคา เน้นการใช้วัตถุดิบ และสีย้อมจากธรรมชาติ ทำให้ผ้าแต่ละผืนมีมูลค่าสูงมากจนถึง 2-3 แสนบาท ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อไปเก็บมากกว่าเอามาสวมใส่จริง เราตั้งบ้านเรือนไทยขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ชาวบ้านจากการว่างงาน ที่นอกฤดูกาลจะทำนาไม่ได้ และยังเป็นการรื้อฟื้นเทคนิคผ้าไทยของราชสำนัก ที่เลิกทำกันไปนานแล้ว


แม้ว่าผ้าไหมบ้านท่าสว่างจะเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ในระยะมานี้กลับมีเสียงจากกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าบ้านท่าสว่าง ส่งเสียงมาว่าเงียบเหงาไม่คึกคักเช่นเคย


ปิยวรรณ ตระกูลเงินไทย ประธานกลุ่มเป็นตัวแทนของการอุทธรณ์ครั้งนี้ กล่าวว่า ในช่วงปี 2546-2547 นั้นยอดขายผ้าไหมบ้านท่าสว่างถือว่าประสบความสำเร็จมาก แต่มาถึงปี 2549 ยอดขายกลับตกลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปีที่ผ่านมาและปีนี้ คนไทยนิยมสวมใส่เสื้อสีเหลือง ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมเหมือนรัฐบาลชุดที่แล้วที่ให้ข้าราชการได้หันมาใช้ผ้าไทยเยอะ ความต่างมีให้เห็น แต่ก็ไม่ได้โทษรัฐบาลชุดนี้ เราก็รู้ว่ารัฐบาลมีปัญหาอะไร จึงต้องช่วยตัวเอง พยายามผลิตสินค้าให้ถูกใจลูกค้ามากขึ้น


ที่ผ่านมารัฐบาลชุดที่แล้วส่งคนมาให้ความรู้ อบรมเรื่องลายผ้า เส้นไหม และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ปัญหาที่ชาวบ้านพบคือปัญหาทางการตลาด ช่องทางการจำหน่ายยังอยู่ในวงแคบ ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควรทำให้ตลาดผ้าไทยเงียบเหงามากตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาล จึงอยากส่งเสียงฝากผ่านไปถึงรัฐบาลชุดนี้ให้ช่วยรณรงค์สนับสนุนการใช้สินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน ทุกวันนี้การทอผ้าถือเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมายจึงใช้เวลาทำนาแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น


หนึ่งเสียงเล็กๆ จากตัวแทนกลุ่มชาวบ้านส่งเสียงฝากผ่านด้วยความหวัง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น